วิธีป้องกันแสงแดดง่ายๆสำหรับคุณแม่

เครื่องสำอางกันแดด

จะให้หลบหลีกความร้อนโดยไม่ต้องเจอะเจอกับแสงแดดเลยคงไมใช่เรื่องง่าย ตัวร้ายที่ทำให้ผิวเสีย หน้าหมองคล้ำ และที่ร้ายแรงที่สุดเห็นจะเป็นมะเร็งผิวหนัง ลองมาดูวิธีการหลีกหนีแสงแดดหรือถ้าหนีไม่ได้ ก็ขอให้ชั้นดูดีที่สุดท่ามกลางแสงแดดก็แล้วกันนะ

สิ่งที่ควรจะมี:
แว่นตากันแดด ควรหาแบบที่มีสติ๊กเกอร์ติดว่าเป็น 100% UV Protection หรือ  UV400 ก่อนที่จะซื้อ

ปกป้องเล็บจากแสงแดด:   ถ้าอยากให้สีเล็บดูเป็นสีสวยเหมือนตอนทาใหม่ แต่ต้องมาเจอกับแดด ควรดูแลเล็บด้วยโลชั่นที่ป้องกันแดดในตัว และหลังทาเล็บควรใช้สีเคลือบเล็บทาทับอีกรอบ ทำแบบนี้จะช่วยให้ สีเล็บติดทนนาน และเล็บไม่เหลือง ดูวิธีดูแลเล็บ และเรืองของเล็บ

ครีมกันแดดที่ดีที่สุด: ให้แน่ใจว่า SPF ที่มีมากับเครื่องสำอางครีมกันแดดนั้นมีส่วนประกอบของที่ป้องกันทั้ง UVA (ป้องกันการเหี่ยวย่น) และ UVB rays (ป้องกันมะเร็งผิวหนัง) และมีส่วนผสมของ Parsol(tm) 1789, Zine oxide หรือ Titanium Dioxide ผลิตภัณฑ์แนะนำ Clarins Sun Care Cream Ultra Protection SPF30 หรือ AVON sun SPF15

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย:

ครีมกันแดดชนิดไหนที่คุณเหมาะกับคุณ:
1. ถ้าคุณจะไปทำงาน คุณใช้เพียงครีมบำรุงผิวผสมครีมกันแดดในตัวก็พอ เช่น Oil of Olay ที่มี SPF 15
2. ถ้าคุณจะออกไปข้างนอกในเวลาที่มีแดดร้อน ควรใช้ครีมกันแดดที่มีอย่างน้อย SPF 15  สำหรับผิวที่แพ้ง่าย สำหรับผิวธรรมดาควรมีประมาณ SPF25
3. ถ้าในที่ที่คุณอยู่มียุงมาก ควรใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันยุงในตัวที่แน่ๆ ครีมที่คุณใช้ ควรมีส่วนผสมของครีมกันแดด เป็นดีที่สุด เพราะแสงไฟนีออนก็ทำลายผิวคุณได้เช่นกันค่ะ

คุณใช้ครีมกันแดดมากไป และถูกวิธีหรือเปล่า: สำหรับการป้องกันแสงแดด ครีมหนึ่งฝ่ามือก็สามารถป้องกันได้ทั่วตัวแล้วค่ะ คุณควรทาครีมประมาณ ครึ่งชั่วโมงก่อนเจอแดด และต้องแน่ใจว่าครีมที่คุณทานั้นยังไม่หมดอายุ ครีมครีมกันแดดที่ดีควรมีอายุไม่เกิน 2 ปีเป็นอย่างมาก

ถ้าผิวของคุณไหม้จากการตากแดด: ให้ใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของวิตามินซี1000mg และทามอยส์เจอร์ไรส์เซอร์ ที่มีส่วนผสมของวิตามิน E, อโลเวลา ซึ่งจะช่วยให้ผิวดูดี และรู้สึกดีขึ้น

ครีมกันแดดชนิดป้องกันน้ำ: ครีมกันแดดชนิดธรรมดาไม่ป้องกันน้ำสามารถปกป้องผิวคุณขณะอยู่ใต้น้ำได้นานถึง 40 นาที แต่ถ้าเป็นครีมกันแดดชนิดกันน้ำจะสามารถปกป้องผิวคุณได้นานถึง 80 นาที แต่ที่สำคัญคุณควรจะทาครีมซ้ำทุกๆสองชั่วโมงขณะเล่นน้ำ และอีกครั้งหลัง

การว่ายน้ำ

ปกป้องเส้นผมจากแสงแดด: ถ้าผมของคุณเป็นผมที่ถูกทำสี เวลาโดนแสงแดดบ่อยๆผมของคุณจะถูกทำลายได้ง่าย และทำให้สีผมเปลี่ยนเป็นสีที่คุณคงไม่ต้องการ วิธีป้องกัน ควรใช้สเปรย์ที่มีส่วนผสมของยากันแดด ฉีดบางๆรอบศีรษะก่อนออกนอกบ้าน และควรอย่างยิ่งที่จะใช้แชมพู และครีมนวดสำหรับผมที่ทำสีโดยเฉพาะ

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก เคสมือถือ

เตรียมตัวเป็นคุณแม่

mommom

เมื่อก่อน เราอาจจะคิดว่าช่วงเวลา 9 เดือน ระหว่างตั้งครรภ์ คือช่วงที่สำคัญที่สุด ต้องกินอาหารดีๆ ,ทำจิตใจให้สบาย,ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฯลฯ แต่เดี๋ยวนี้ วงการแพทย์อเมริกัน ออกมาประกาศแล้วว่า

การเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วงเวลาที่มีผลกระทบต่อทารกมากที่สุด คือช่วง 17-56 วันแรก ใครที่กำลังคิดว่าตัวเองพร้อมที่จะมีโซ่ทองคล้องใจ เห็นทีจะต้องเริ่มปฎิบัติตัวใหม่กันตั้งแต่วันนี้เสียแล้ว

1. เตรียมร่างกายให้พร้อม
เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่า ถึงเวลาเสียทีที่คุณจะมีเจ้าตัวน้อยๆ เกิดขึ้นในบ้าน สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เช็คสุขภาพร่างกาย ว่าคุณแข็งแรงดีพอที่จะมีบุตรได้หรือเปล่า มีโรคติดต่อทางกรรมพันธุ์บ้างหรือไม่ และถ้ามีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ควรจะต้องดูแลหรือเตรียมพร้อมร่างกายอย่างไร คือควรจะบอกคุณหมดด้วยว่าเหตุผลที่มาตรวจนี้เพื่ออะไร คุณหมอจะได้เตรียมการดูแลที่ถูกต้อง

2. ระมัดระวังเรื่องการใช้ยา
เพราะว่ายาบางชนิดมีผลต่อทารกในครรภ์ แม้ว่าจะเป็นยาที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไปก็ตาม ดังนั้นก่อนการมีบุตร ต้องให้คุณหมอเช็คยาที่คุณใช้ประจำ รวมทั้งวิตามินและอาหารเสริมด้วย

3. ปรับพื้นฐานและปริมาณการกิน
ในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ ทารกจะต้องการโปรตีน,แคลเซียม และธาตุเหล็กมากเป็นพิเศษ นั่นหมายความว่า ถ้าคุณต้องการให้ทารกมีความสมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มแรก ก็ควรเริ่มรับประทานอาหารจำพวกนี้ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์

ข้อดีอีกข้อที่คุณควรรู้ คือ เมื่อคุณเตรียมความพร้อมไว้แต่ต้น คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปเร่งทานอาหารพวกนี้ในช่วงที่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ทำให้การควบคุมอาหารง่ายขึ้น แน่นอนว่าหลังคลอด คุณก็สามารถควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้นด้วย

หมายเหตุ : สตรีมีครรภ์จะต้องการปริมาณอาหารมากกว่าปกติโดยเฉลี่ยวันละ 300 แคลอรี่ น้ำหนักของว่าที่คุณแม่ ไม่ควรเกิน 20 % และไม่ต่ำกว่า 10 % ของน้ำหนักมาตรฐาน เพราะถ้าอ้วนเกินไป จะทำให้ความดันสูง และอาจเป็นเบาหวาน แต่ถ้าผอมเกินไป ก็ทำให้เด็กมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าปกติ และอาจทำให้คลอดก่อนกำหนด

4. ยืดเส้นยืดสาย 
การออกกำลังกายดีกับว่าที่คุณแม่ เพราะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง,ช่วยลดความเครียด และความไม่สบายเนื้อตัวระหว่างการตั้งครรภ์ และทำให้น้ำหนักตัวไม่มากจนเกินไป ยิ่งถ้าคุณเริ่มออกกำลังเสียตั้งแต่ก่อนจะตั้งครรภ์ ยิ่งส่งผลดีทั้งต่อร่างกายคุณเอง และทารก

แต่ถ้าในชีวิตนี้ ไม่เคยเลยที่จะนึกถึงเรื่องพวกนี้ แต่กำลังคิดจะมาเริ่มหลังจากรู้ตัวว่าจะเป็นคุณแม่ คุณควรตรวจร่างกายและขอคำแนะนำจากคุณหมอเสียก่อน ว่าการออกกำลังกายประเภทไหนที่ปลอดภัย กีฬาเบาๆ ที่อยากแนะนำให้ทดลอง คือ โยคะ,ว่ายน้ำ และการเดิน

เริ่มออกกำลังครั้งแรก ควรเริ่มจากช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น 15-20 และ 30 นาที ในที่สุด ข้อควรระวังคือ ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเหนื่อยมากเกินไป และควรหยุดเมื่อเริ่มรู้สึกเหนื่อย

5. ละ-เลิก นิสัยไม่ดี 
สามสิ่งที่ควรละตั้งแต่คิดว่าจะปล่อยให้มีบุตร คือ บุหรี่,เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มคาเฟอีนทั้งหลาย เพราะสารอันตรายที่อยู่ในสิ่งเหล่านี้สามารถสะสมในร่างกาย การเลิกเสียก่อนตั้งครรภ์จะช่วยให้ร่างกายขจัดสารเหล่านี้ออกไปก่อนได้

บุหรี่
อันตรายสำหรับคนที่ยังไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ จะทำให้เด็กมีน้ำหนักตัวน้อย อาจส่งผลให้คลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้

ดื่มหนักๆ
ดื่มหนักๆ (โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กที่เกิดมาปัญญาอ่อน (ผลจากในประเทศสหรัฐอเมริกา)

คาเฟอีน
ผลของมันต่อทารกยังสรุปไม่ได้แน่นอน แต่มีรายงานที่ระบุว่า สตรีมีครรภ์ที่ดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้มากๆ แท้งลูก จึงควรมีลิมิตในการดื่มไม่เกินวันละ 1-2 แก้ว

6. (ว่าที่) คุณพ่อก็ต้องเตรียมตัว 
ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายหญิงเท่านั้นที่ต้องพร้อม ฝ่ายชายเองก็เช่นกัน ต้องเลิกดื่มและสูบบุหรี่หนักๆ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้จำนวนสเปิร์มลดลง อาจทำให้มีบุตรยากขึ้น การใช้ยาของว่าที่คุณพ่อก็เช่นเดียวกัน อาจส่งผลต่อลูกได้เช่นเดียวกัน เมื่อคิดจะมีบุตรจึงต้องปรึกษาเรื่องการใช้ยากับคุณหมอด้วย

เตรียมตัว..ก่อนคลอด

Pregnancy

ในที่สุด.. วันที่คุณอดทนรอมานานถึง 9 เดือนก็มาถึง.. เพื่อคุณจะได้ไม่ต้องตื่นเต้น จนทำอะไรไม่ถูก ขอแนะนำให้เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนถึงกำหนดคลอด เพราะถึงเวลาจริงๆ คงนึกอะไรไม่ค่อยจะออก คงวุ่นดีพิลึก ถ้าคุณลืมโน้น ลืมนี่…จนต้องคลอดกลางไฟแดง

(คุณคงยังไม่อยากนั่งเฮลิคอปเตอร์ หรือถูกประกาศชื่อผ่านจส 100 หรอก..จริงไหมค่ะ) ถ้างั้นเรามาเตรียมตัวไปคลอดลูก อย่างสบายใจ กันดีกว่าค่ะ

– ตรวจดูว่า ประกันสุขภาพของคุณ มีข้อระบุให้ติดต่อเพื่อลงทะเบียน ที่โรงพยาบาลก่อนวันคลอดไว้หรือเปล่า ถ้ามี ก็จัดการให้เรียบร้อยก่อนล่วงหน้าหลายๆ วัน (เผื่อคลอดก่อนกำหนด)
– สะสางและมอบหมายงาน ให้ผู้ที่จะรับผิดชอบงานต่อ และแจ้งลาคลอด ให้เรียบร้อย
– ตกลงกับคุณหมอ ที่คุณฝากครรภ์ไว้เลยว่า ถ้าเจ็บท้อง จะให้คุณโทรไปตามที่คลีนิคหรือไปที่โรงพยาบาล ที่ฝากท้องไว้ได้เลย
– ขอเบอร์โทรศัพท์คุณหมอ เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน ที่จำเป็นต้องติดต่อหลังเวลาทำงาน
– อย่าลืมมองหาคนที่จะขับรถพาคุณไปโรงพยาบาล และจะติดต่อกับเขาได้อย่างไรถ้าเกิดคุณเจ็บท้องขึ้นมา
– เตรียมเส้นทางลัด ที่สามารถไปถึงโรงพยาบาลได้เร็วที่สุด ทั้งจากที่บ้านและที่ทำงาน โดยหลีกเลี่ยงเส้นทางที่กำลังซ่อมถนนหรือทางอ้อม รวมทั้งเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ และรถติด
– รถที่ใช้ควรมีที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กด้วย
– ถ้าคุณมีลูกหรือมีสัตว์เลี้ยง ก็ควรวางแผนให้ดีว่าใครจะเป็นผู้ดูแลแทนคุณ ตอนคุณต้องนอนอยู่โรงพยาบาล
– คุณควรคิดว่าจะให้นมลูกด้วยนมแม่หรือนมผง เพราะจะได้เตรียมอุปกรณ์ได้ถูก
– เตรียมจัดกระเป๋าใส่ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของคุณ ที่ต้องนำไปใช้ที่โรงพยาบาลเอาไว้เลย เผื่อฉุกละหุก ก็คว้าไปได้เลย เช่น เสื้อผ้าเด็กอ่อนและเสื้อผ้าหลวมๆ ใส่สบายๆ เอาไว้ใส่ตอนกลับบ้าน เครื่องสำอาง แว่นตาหรือ คอนแทค เลนส์ ผ้าอนามัยแบบมีห่วง เสื้อชั้นในสำหรับคุณแม่ (มีที่เปิดด้านหน้า) กางเกงในตัวใหญ่ๆ แผ่นซับน้ำนม เครื่องเขียน กล้องถ่ายรูปพร้อมฟิล์ม เอาไว้ถ่ายลีลาเด็ดๆ ของเจ้าตัวน้อย ตั้งแต่แรกเกิด หรือแม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ของญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อบอกข่าวดีแก่พวกเขา เชื่อเถอะว่าคุณต้องเห่อ อยากจะเป่าประกาศให้คนทั้งโลกรู้ ว่าคุณมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว!


เตรียมใจ..ให้พร้อมคลอด

เมื่อคุณมาพักที่โรงพยาบาลแล้ว คุณหมอจะตรวจความกว้างของปากมดลูก และตรวจดูการหดเกร็งและการยืดขยายของอวัยวะภายใน คุณจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเตรียมคลอดของโรงพยาบาล คุณหมอจะคอยตรวจอุณหภูมิ ตรวจปัสสาวะเพื่อดูโปรตีนและน้ำตาล วัดความดันและชีพจรของคุณ รวมทั้งอัตราการเต้นของหัวใจเด็กด้วย พยาบาลจะมาทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศด้วยการโกนขนและสวนทวาร แต่โรงพยาบาลในต่างประเทศส่วนใหญ่มักจะถามความสมัครใจ ของคนไข้ก่อนว่าต้องการให้โกนขนหรือเปล่า ซึ่งจะแตกต่างจากโรงพยาบาลในเมืองไทย ไม่ถาม…โกนเลย เพื่อป้องกันการติดเชื้อและความสะดวกในการทำคลอด

thank for article pregnancytruth.net

เด็กทารก วัยกินๆ นอนๆ

baby eating

เด็กทารกแต่ละคน มีวิธีการกินอาหารที่แตกต่างกัน บางคนไม่ค่อยจะกินหรือกินน้อย แต่ขณะเดียวกัน บางคนก็กินเอ๊า.. กินเอา ที่สำคัญต้องดูบุคลิกของเด็ก ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งอยู่ที่เด็กจะรู้สึกหิว หรืออยากกินอาหารหรือไม่ด้วย เด็กทารกทั่วๆ ไปจะกินนมจากขวด ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง แต่เด็กที่กินนมแม่ อาจจะต้องให้นมบ่อยกว่านี้ เพราะนมแม่ย่อยง่ายกว่า
ความพยายามในการกินนมของทารกในช่วงแรกๆ อาจจะดูเงอะงะ และยังไม่สามารถร่วมมือกันได้ดี ระหว่างแม่กับลูก เพราะไหนจะต้องเอา หัวนมเข้าปาก ไหนจะต้องพยายามหายใจ และดูดนมให้ได้ แต่หลังจากหกสัปดาห์ไปแล้ว เด็กจะรู้มากขึ้น และมีพัฒนาการที่ดีขึ้น สามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว

ทารกแรกเกิด จะใช้เวลาในการนอนมากถึง 2 ใน 3 ของเวลาทั้งวัน หรือบางครั้งอาจจะ เกือบทั้งวัน เลยทีเดียว แต่ปกติแล้ว เขาจะชอบนอน หลังจากอิ่มแล้ว ทารกทุกคนมักต้องการกินนม ในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอายุ 3 ถึง 5 เดือนแรก ทารกแรกเกิด จะหลับประมาณ 2 ใน 3 ของวัน แต่ช่วงเวลานอนของเขา จะค่อนข้างสั้น เดี๋ยวหลับ เดี๋ยวตื่น ตลอดทั้งวัน ภายใน 6 – 8 สัปดาห์ ทารกเกือบทุกคน จะเริ่มหลับนานขึ้นในตอนกลางคืน และหลับน้อยลงในตอนกลางวัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับนิสัยของทารก แต่ละคนด้วย ทุกคนในบ้านล้วนมีส่วน ที่จะทำให้เขาเป็นคนอย่างไร ในตอนแรกการนอนหลับของลูก จะสอดคล้อง กับช่วงเวลาอาหารของเขา คุณจะสังเกตเห็นว่า เขาจะนอนหลับอย่างง่ายดายหลังจากอิ่มอาหาร และได้เรอให้สบายท้องแล้ว พอเริ่มโตขึ้น เขาจะหลับน้อยลง และใช้ช่วงเวลาที่ตื่น หมดไปกับการเล่น คึกคนองจนเหนื่อย และหลับไป มากกว่าจะนอนหลังจากอิ่มอาหาร แต่ก่อนนอนคุณต้องทำใจว่า เขาอาจจะร้องไห้ งอแง หรือดื้อ กับคุณ

ทารกแรกเกิดเกือบทุกคน อาจจะมีไข้ขี้น โดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ หรือร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ ประมาณ 1 ใน 5 ของทารกแรกเกิด มีประสบการณ์การเป็น โรคโคลิค ซึ่งเป็นโรคที่ยังหาสาเหตุ ที่แน่ชัดไม่ได้ อาการของโรค ทารกจะแสดงอาการเหมือนกำลังโกรธอะไรมากๆ เขาจะร้องไห้เสียงดัง และร้องอย่างต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ กว่าจะหยุด ส่วนใหญ่มักจะ เป็นในช่วงบ่ายแก่ๆ หรือช่วงตอนเย็นๆ หน้าของเด็กจะแดงกร่ำ เท้าจะเกร็ง และถีบเท้าไปมาราวกับว่าปวดท้อง อย่างแสนสาหัส สาเหตุของโรค อาจจะมาจากแก๊ส ในกระเพาะอาหาร หรืออาจจะเป็นตะคริว วิธีที่พอจะ ช่วยแก้ได้บ้าง คือการอุ้มทารกเดิน และเขย่าตัวเบาๆ อาจทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ สัก 2 – 3 วินาที นอกจากนี้แล้ว ก็ดูเหมือนว่า จะไม่มีวิธีไหน สามารถบรรเทาอาการได้เลย ระหว่างที่ทารกมีอาการแบบนี้ อย่าปล่อยให้ร้องไห้ ตามลำพัง เพราะคุณจะทำให้ความเชื่อใจ ที่เขามีต่อคุณลดลง เขาต้องการ ความเอาใจใส่ดูแลจากคุณ อยากให้คุณอยู่ใกล้ๆ เขา ถึงแม้มันดูเหมือนว่าจะช่วยอะไร ไม่ได้เลยก็ตาม

เช็คลูกหูหนวกหรือไม่

babyby

หูทารกสามารถได้ยินเสียง ตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ อายุ 6 เดือนจะได้ยินเสียง ที่เกิดขึ้นภายในตัวของแม่ อายุ 8 เดือน จะสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ที่อยู่ภายนอกตัวแม่ หูของทารกเมื่อคลอดออกมา จะมีการพัฒนาต่อไป

และจะพัฒนาจนสามารถฟังได้ชัดเจนเท่าผู้ใหญ่ก็เมื่อ อายุได้ขวบเศษ โดยที่เด็กจะเริ่มเปร่งเสียง อือออ อ้อแอ้ หรือ พัฒนาการเป็นภาษาพูด เพราะมีการได้ยินเสียงจากผู้ใหญ่ นั่นหมายความว่า ถ้าหูเด็กไม่ได้ยิน เขาก็จะไม่สามารถพัฒนาภาษาพูดได้

พัฒนาการหูของหนู

เมื่อมีเสียงดัง เขาจะสะดุ้ง ทารกจะกระพริบตา หรือหากได้ยินเสียงคุณแม่หรือเสียงคนที่คุ้นเคยจะทำท่าเงี่ยหูฟัง เมื่ออายุ 3 เดือน

เมื่อได้ยินเสียงจะเริ่มพยายามทำเสียงตอบ เมื่ออายุ 5 เดือน

ก๊องแก๊ง ก๊องแก๊ง เขย่าที่ข้างหนูน้อยห่างประมาณ 1/2 ฟุต จะหันศรีษะเพื่อหาที่มาของเสียง คุณแม่ลองทำทั้งสองข้าง และลูกน้อยจะส่งเสียงขณะเล่น เมื่ออายุ 6 เดือน พอลูกได้ 9 เดือน เขาจะสามารถหันตามเสียงที่อยู่ห่างจากหู 3 ฟุต พูดเลียนแบบเสียงและคำต่างๆ ที่คุณสอน พัฒนาเป็นคำพูดที่มีความหมายมากขึ้น

ดูลูกคุณว่าหูปกติหรือไม่

แรกเกิด: เมื่อได้ยินเสียงดังจะสะดุ้งผวา ถ้าไม่มีปฏิกิริยาแสดงว่าอาจมีความผิดปกติ
เด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป: ถ้าเรียกแล้วไม่มีทีท่าได้ยิน อาจจะผิดปกติกลาง
8 – 12 เดือน: เวลาเรียกข้างๆ หรือข้างหลัง โดยใช้เสียงพูดดังปานกลาง โดยปกติเด็กจะหันหาเสียง ถ้าไม่หันเลยแสดงว่าหูอาจจะไม่ได้ยิน บางสาเหตุที่อาจทำให้หูพิการ หรือหูหนวกแต่กำเนิด

กรรมพันธุ์
ขณะที่แม่ตั้งครรภ์ อาจเกิดจากเชื้อโรคบางชนิด เช่น ไวรัส หัดเยอรมัน อีสุกอีใส ฝีดาด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซิฟิลิส การคลอดที่ผิดปกติ ต้องใช้เวลานานทำให้ขาดออกซิเจน ในระยะคลอดเด็กมีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองมากๆ หรือเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ต้องอยู่ในตู้อบเป็นเวลานาน ขณะที่แม่ตั้งครรภ์กินหรือฉีดยาบางชนิดที่เป็นอันตราย

Pregnancy Fashion 3 แบบ สวยสบายๆ สไตล์คนท้อง

Pregnancy Fashion

ในขณะที่ บรรดาว่าที่คุณแม่ กำลังมีความสุข กับขนาดของลูกในครรภ์ ที่โตวันโตคืนอยู่นั้น ความรู้สึก ใจหายวาบก็เกิดขึ้น ทันทีที่คิดเรื่องเสื้อผ้าที่จะใส่ ได้แต่ถอนหายใจ เฮือกใหญ่ๆ “เฮ้ย! ตายแล้ว…ท้องโตอย่างนี้ จะใส่ชุดไหน ถึงจะสวย ล่ะเนี่ยะ..” ซึ่งยิ่งจะหายากขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดของครรภ์ เราลองมาดูกันว่า เราจะหา ชุดทำงานที่ดูดีมีรสนิยม ชุดราตรีสวยเก๋ หรือแม้แต่ เสื้อผ้าที่ใส่สบายๆ ได้ทุกวัน ใส่ไปเดินเล่น หรือช็อปปิ้งก็ดูดี เหล่านี้ ออกมาจาก ตู้เสื้อผ้าใบเดิมของคุณ..ได้อย่างไร?

และถ้า ความคิดที่ว่า “ฉันกำลังท้อง และมันก็ใหญ่ขึ้นทุกวันๆ” นี้ทำให้ คุณต้องทนใส่ ชุดคลุมท้องแบบ เชยๆ หรือต้องจำใจเปลี่ยนสไตล์ การแต่งตัวโดยสิ้นเชิง เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึก ไม่ผิดแผลกแตกต่าง ไปจากคนท้องทั่วไปแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้ลืมมันซ่ะ แล้วกลับมาสวยตลอด 9 เดือนเต็ม ด้วยสไตล์การแต่งตัว ที่คุณมั่นใจ แม้จะมีทรวดทรง องค์เอว ที่อวบอั๋นขึ้นสักนิด แต่ก็สามารถดูดีได้ ที่แน่ๆ คุณไม่ต้องมารู้สึก แปล๊บๆ ที่หัวใจทุกที ที่เหลือบไปเห็น ชุดสวยสุดโปรด แล้วได้แต่นึกเสียดาย.. “ถ้าฉันไม่ท้องนะฮื่ม! ชุดเนี่ยะ..ใส่แล้วเลิศสุดๆ! ” เอาล่ะ เรามาเริ่มจากเสื้อผ้า ที่คุณจะต้องใส่บ่อยที่สุดก่อนเลย

  1. 1.     แฟชั่นแบบสบายๆ สไตล์คนท้อง
    การแต่งกายในแบบนี้ เป็นแบบที่เราใส่บ่อยที่สุด ดังนั้นควรเป็นชุดที่ใส่สบาย เพราะต้องใส่ทั้งกลางวัน และกลางคืน เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ได้ ประโยชน์ใช้สอย แบบทูอินวัน ก็ต้องเสียเวลาเลือก อย่างพิถีพิถันสักหน่อย เพื่อประหยัดเวลาในตอนเช้า ที่เราจะสามารถ เลือกเสื้อผ้าใส่ ได้เร็วขึ้น และง่ายขึ้น แถมยังใช้ชุดพวกนี้ ได้คุ้มขึ้นด้วย

  2. 2.     แฟชั่นชุดคลุมท้อง แบบออกงาน

คุณคงไม่สามารถปฏิเสธ การออกงานกลางคืนได้ ทุกงาน ในช่วงที่คุณตั้งครรภ์ คงต้องมีสักงาน ที่คุณต้องไป หรืออยากไปเอง ไม่ว่าจะเป็น งานแต่งงาน งานค็อกเทล หรืองานเลี้ยงของบริษัท ไม่งานใด ก็งานหนึ่ง และก่อนที่คุณ จะต้องจ่ายเงิน เพื่อซื้อชุดกลางคืนหรู ๆ สักชุด… หยุดคิดสักนิด เพราะเจ้าชุดสุดสวยที่ว่า อาจได้มาแบบ

ไม่ต้อง เสียตังค์ก็ได้ ไม่เชื่อ ลองกลับไปเปิด ตู้เสื้อผ้าของคุณดู ณ ซอกใดซอกหนึ่งของตู้ คุณก็จะพบกับ ชุดราตรี สวยๆ มากมาย ที่ไม่ได้ใส่มานาน วิธีหาไม่ยาก เพียงแค่ คุณลองใส่ให้หมดทุกชุด โดยเฉพาะชุดที่อยู่ในซอกเหลือบ ก็ไม่ควรยกเว้น แล้วคุณต้อง ประหลาดใจยิ่งขึ้น เมื่อคุณ สามารถใส่มันได้ พอดิบพอดี และยังใส่ ได้สวยกว่าตอนที่ ยังไม่ท้อง เสียอีก!

และอีกวิธี ด้วยการลองดู ตามร้านขายเสื้อผ้าใช้แล้ว ซึ่งมักจะมีเสื้อผ้าเก่า ดีไซน์เก๋ ๆ ให้คุณได้เลือกมากมาย ถ้าบังเอิญคุณ และเพื่อนสนิทของคุณเกิด ตั้งท้องขึ้นมาพร้อม ๆ กัน แหมมันช่างวิเศษจริง ๆ เพราะต่างคนก็ต่างนำชุดมาแลกกันใส่ คุณก็จะได้ ชุดใหม่โดย ไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาท

และอย่าลืมว่า เคล็ดลับในการแต่งตัว ให้ดูดี นั่นควรมี เครื่องประดับบ้าง เพื่อเสริมบุคลิก ให้คุณดูโดดเด่น ยิ่งขึ้น เช่น ผ้าคลุมกำมะหยี่หรู ๆ สักผืน กระเป๋าถือสวย ๆ สักใบ หรือจะเป็นสร้อย ช็อกเกอร์ สักเส้น แค่นี้ ก็ทำให้คุณ ดูดีขึ้นมาได้ในพริบตา ชุดราตรีแสนสวย ที่คุณใส่ เป็นได้แค่ ส่วนประกอบเท่านั้น เครื่องประดับ ต่างหากล่ะที่เป็นหัวใจ ที่จะทำให้คุณ ดูสวยเด่นขึ้นมาได้ แต่ไม่ควรโป๊ะ เครื่องประดับทีเดียวหลาย ๆ ชิ้น ถ้าคุณไม่อยาก เป็นลิเกหลงโรง ควรเลือกเฉพาะ ชิ้นที่ดูเก๋ ๆ อย่างละชิ้น แล้วใส่ ให้เข้าชุดกัน ก็พอ

  1. 3.     แฟชั่นชุดคลุมท้อง ในที่ทำงาน

สมัยก่อน ผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่ จะพยายาม อำพรางหน้าท้องที่ ขยายใหญ่ขึ้น ด้วยการใส่เสื้อผ้าหลาย ๆ ชั้น เพราะรู้สึกเขินอาย เมื่อตัวเองท้อง ซึ่งต่างกับผู้หญิงในสมัยนี้ ที่พยายามทุกวิถีทาง เพื่อปกปิด รูปร่างที่อวบอ้วน และหน้าที่กลมโต เพราะกลัวไม่สวย โดยปราศจากความอายแบบเก่าๆ

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงสมัยนี้ นับว่าโชคดีมาก ที่มีเสื้อผ้าที่ตัดเย็บขึ้น สำหรับพวกเธอโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากจะสวมใส่สบายแล้ว ยังช่วยให้พวกเธอดูสวยได้อย่างมั่นใจอีกด้วย

สำหรับผู้หญิงทำงานแล้ว การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดี มีรสนิยม เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อ ต้องพบปะ ลูกค้าบ่อยๆ ลองมาคำนวณดูซิว่า คุณควรจะมีชุดทำงานดีๆ สักกี่ชุดดี? จำไว้ว่า การมีชุดทำงานที่ดี มีรสนิยม เพียงแค่ 2-3 ชุด ย่อมดีกว่า การมีชุดที่ เรียบๆ เชยๆ เป็นโหล ถึงแม้ว่า จะต้องใส่ซ้ำ บ้างในบางโอกาสก็ตาม

Exercise หลังคลอด

mom

เมื่อคุณแม่คลอดเสร็จแล้ว โดยปกติสภาพร่ายการทั่ว ๆ ไป จะปรับตัวคืนสู่สภาพเดิม มดลูกจะเริ่มหดตัว อวัยวะภายในที่เคยถูกกดทับด้วยมดลูกก็จะกลับสู่ตำแหน่งเดิมทีละน้อย เพียง 6 สัปดาห์มดลูกจะกลับคืนสู่ขนาดเท่าเดิม กล้ามเนื้อท้อง และกระดูกเชิงกรานจะค่อย ๆ กลับคืนสุ่สภาพเดิมอย่างช้า ๆ

อะไร ๆ ก็เข้าที่หมดแล้ว แต่แหม ทำไม๊ ทำไม ไอ้เจ้าไขมันที่เกาะอยู่บริเวณหน้าท้อง เอว สะโพก ต้นขา มันถึงไม่ละลายหายไปเสียที เห็นทีจะรอช้าไม่ได้แล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวทุกอย่างจะห้อยย้อยหย่อนยานจนเกิดความสามารถจะกู่กลับ อย่างกระนั้นเลย กิจกรรมคุณแม่ฉบับนี้ขอเชิญชวนคุณแม่ทั้งหลายหาเวลาว่างมาทำกายบริหารหลังคลอด เพื่อปรับทรวดทรงให้สวยทันสมัยดั่งเดิมกันดีกว่าค่ะ

ท่ากายบริหารหน้าท้อง

โดยนอนหงายยกขาตั้งฉากสลับกันทีละข้าง ข้างละ 10 ครั้ง

ท่ากายบริหารเอว

  1. ท่านั่ง โดยนั่งชัดสมาธิยกมือขึ้นพร้อมกับโน้มตัวไปด้านข้างจนตึง ทำทีละข้าง ข้างละ 6-10 ครั้ง
  1. ท่ายืน โดยยืนแยกขา เอียงตัวไปด้านข้างจนมือแตะโคนขาอ่อนให้มากที่สุด ท่าสลับกันข้างละ 5 ครั้ง

ท่ากายบริหารสะโพก

โดยยืนแยกขาแล้วหมุนสะโพกเป็นวงกลม จนครบ 1 รอบแล้วหมุนกลับไป 1 รอบ ทำเช่นนี้จนครบ 5 รอบ

ขอรับรองว่า ถ้าคุณแม่ ๆ ทั้งหลายขยันทำกายบริหารด้วยท่วงท่าที่แนะนำมาให้นี้ ภายใน 3 เดือน หน้าท้อง เอว และสะโพกของคุณจะกระชับสมส่วนได้อย่างแน่นอนค่ะ

BathTime เวลาแห่งความสุข

BathTime

ส่วนบนและล่างต้องสะอาด

สำหรับการทำความสะอาด บริเวณใบหน้า มือและก้น คุณต้องใช้น้ำอุ่น (สำหรับทารกเกิด ใหม่ให้ใช้น้ำต้มสุกที่ปล่อยไว้ให้เย็น) ผ้าสำลี ผ้าเช็ดตัวและอุปกรณ์เปลี่ยนผ้าอ้อม ควรใช้ก้อนผ้าสำลีหมาด ๆ แต่ละชิ้นที่ตาแต่ละข้าง โดยเช็ดจากตรงกลางออกข้างนอก จากนั้นเช็ดรอบหูแต่ละข้า งและหูด้านนอก แต่อย่าทำความสะอาดด้านในหู หรือใส่อะไรเข้าไปข้างใน แล้วจึงทำความสะอาดใบหน้าส่วนที่เหลือ รวมทั้งรอยพับใต้คางเพื่อขจัดคราบน้ำนมซึ่งจะระคายเคืองกับผิว เช็ดให้แห้งด้วยการซับเบา ๆ อย่างระมัดระวัง เช็ดมือลูก ทำให้แห้ง และถอดผ้าอ้อมของลูกและทำความสะอาดเช่นเดียวกับเมื่อเปลี่ยนผ้าอ้อม

ใช้ฟองน้ำอาบน้ำ

สำหรับการใช้ฟองน้ำอาบน้ำ คุณจะสามารถอาบน้ำให้ลูกได้บนแผ่นรองเปลี่ยนผ้าอ้อม หรืออุ้มไว้บนผ้าเช็ดตัวบนตัก ทั้งนี้คุณต้องใช้อ่าง ผ้าสำลี ผ้าเช็ดหน้า สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัวและอุปกรณ์สำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อม ทำความสะอาดใบหน้าของทารก

จากนั้นให้ถอดเสื้อผ้าส่วนบนลำตัวออก ขณะที่ยังคงใส่ท่อนล่างไว้ ค่อย ๆ ใช้สบู่ล้างที่ด้านหน้าของลำตัว จากนั้นใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำชำระออกและปล่อยไว้ให้แห้ง จับลูกนั่งและพิงไว้กับแขนของคุณ และทำเช่นเดียวกันซ้ำที่ด้านหลัง ถ้าคุณต้องการสระผมลูกด้วยแชมพู ควรทำให้ผมเปียกด้วยผ้าชุบน้ำ ชโลมแชมพูแต่น้อยแล้วชำระออกด้วยผ้าเปียก จากนั้นให้แต่งตัวท่อนบนก่อน แล้วจึงถอดเสื้อผ้าส่วนล่างและทำความสะอาดบริเวณที่ใส่ผ้าอ้อม สุดท้ายให้ล้างขาและเท้า

เทคนิคในการอาบน้ำ 

เทคนิคการอาบน้ำให้ลูกนั้น ประการแรกให้จัดรวบรวมทุกสิ่งที่ต้องใช้ เนื่องจากคุณไม่สามารถปล่อยลูกไว้ตามลำพังได้เมื่อเริ่มอาบน้ำ คุณสามารถใช้อ่างพลาสติกสำหรับทารก ซึ่งสามารถยกไปห้องไหนก็ได้ แต่ให้ระมัดระวังหลังของคุณด้วย ให้ย่อเข่าลงไม่ใช่ก้มหลังเมื่อยกอ่างอาบน้ำขึ้นมา หรือคุณสามารถใช้อ่างอาบน้ำในห้องน้ำหรืออ่างล้างจานในครัว ซึ่งอาจจะมีพื้นที่เคาน์เตอร์ที่สะดวกสบาย เลื่อนก๊อกน้ำออกหรือไม่ก็หุ้มไว้ด้วยผ้า ทั้งนี้ คุณจะต้องใช้อุปกรณ์อาบน้ำเช่นเดียวกับการใช้ฟองน้ำอาบ

เติมน้ำในอ่างให้สูงเพียงสองสามนิ้ว น้ำควรจะอุ่นสบาย อาจจะไม่อุ่นเท่าที่คุณต้องการสำหรับอาบน้ำตัวเอง ใช้ข้อศอกตรวจสอบว่าน้ำมีอุณหภูมิในระดับเดียวกับร่างกายเสมอ ก่อนที่จะจับทารกลงในอ่าง

ขั้นตอนแรก ถอดผ้าอ้อมของลูกและทำความสะอาดบริเวณที่ใส่ผ้าอ้อม จากนั้นถอดเสื้อ ห่อด้วยผ้าเช็ดตัวและทำความสะอาดใบหน้า ทารกที่ยังเล็กมากจะหนาวเร็ว ดังนั้นเพื่อรักษาเวลาในการอาบให้สั้นที่สุด คุณสามารถสระผมลูกด้วยแชมพูก่อนที่จะจับลูกลงอ่างอาบน้ำ ขาของลูกจะต้องอยู่ใต้วงแขนของคุณ ขณะที่ใช้ปลายแขนรองหลังและมือของคุณช้อนศีรษะลูกไว้ โดยให้ศีรษะของเขาอยู่เหนืออ่าง ล้างให้เปียก ใช้แชมพูและสระผมให้ลูก

สำหรับทารกที่โตแล้ว คุณสามารถสระผมได้ในขณะที่แกอยู่ในอ่างอาบน้ำ

การให้ลูกลงอ่างอาบน้ำ ให้ใช้มือซ้ายช้อนใต้บ่า (ถ้าคุณถนัดมือขวา) เพื่อให้แขนท่อนล่างรองศีรษะไว้ขณะที่มือของคุณ ช้อนตั้งแต่ไหล่จนถึงแขนอีกข้างหนึ่งของลูกไว้ให้กระชับ ส่วนมืออีกข้างหนึ่ง ใช้ช้อนก้นของทารกเมื่อคุณสามารถจับอีกข้างหนึ่งได้ถนัดดีแล้ว จากนั้นจึงค่อย ๆ นำลูกลงในอ่างช้า ๆ พูดคุยกับลูกเพื่อให้เขามีความมั่นใจขึ้นขณะที่รู้สึกว่าสัมผัสน้ำ มือซ้ายของคุณจะต้องรองไว้ตลอดเวลา ขณะที่ใช้มือขวาอาบน้ำให้ลูกเมื่อลูกอาบน้ำสะอาดแล้ว ให้อุ้มออกจากอ่างโดยใช้ผ้าเช็ดตัวแห้งสะอาดผืนใหญ่รองไว้ ซับตัวให้แห้ง โดยเฉพาะให้ระวังเป็นพิเศษที่บริเวณรอยพับ

การดูแลรักษา 

ผม : ไม่ว่าผมของทารกจะมีน้อยเพียงใด ควรแปรงผมให้ลูกทุกวันด้วยแปรงขนนุ่ม เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนที่หนังศีรษะ ไม่จำเป็นต้องสระผมทุกครั้งที่อาบน้ำ แต่ให้สระอาทิตย์ละหนึ่งหรือสองครั้ง การใช้แชมพูที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง จะช่วยรักษาความสะอาด และอาจจะช่วยหลีกเลี่ยงรังแค (cradle cap) อย่ากลัวที่จะสระผมบริเวณศีรษะที่อ่อนนุ่ม ทั้งนี้เพราะมีพังผืดที่เหนียวหุ้มอยู่

เล็บ : ทารกน้อยสามารถข่วนตัวเองได้ง่ายมากด้วยเล็บมือที่ยาว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตัดเล็บอยู่เสมอ คุณอาจจะใช้ที่ตัดเล็บ แต่กรรไกรตัดเล็บซึ่งมีปลายมนพิเศษจะดีที่สุด ตัดเล็บมือให้กลมมนเล็กน้อย ส่วนเล็บเท้าควรตัดขวางตรงๆ หลังอาบน้ำเล็บจะนิ่มและตัดง่าย หรือคุณอาจชอบตัดในขณะที่ทารกหลับเพราะลูกจะไม่กระตุกแขนขา

หูแลจมูก : ทั้งหูและจมูกมีระบบการทำความสะอาดในตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพยายามทำความสะอาดภายใน ซึ่งคุณอาจทำให้เกิดอันตรายจากการกระแทกสิ่งต่าง ๆ เข้าไปข้างในได้ จึงเพียงแค่เช็ดสิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอกออกเท่านั้น

เทคนิคการเลือกเสื้อผ้า

  • ควรซื้อเสื้อผ้าสำหรับเด็กสามเดือนแทนที่จะซื้อเสื้อ สำหรับทารกแรกเกิด เพื่อไม่ให้เล็กเกินไปเร็วนัก
  • ไม่ควรซื้อเสื้อเตรียมไว้มากเกินไป คุณอาจได้รับเสื้อผ้าเด็กอ่อนเป็นของขวัญอยู่แล้ว และคุณสามารถซื้อเพิ่มได้ภายหลัง
  • ทารกชอบสีสันสดใส ดังนั้น อย่าเลือกแต่เสื้อผ้าโทนสีอ่อนทั้งหมด
  • เสื้อคลุมติดกันทั้งตัวที่แบบผูก (poppers) ตรงหว่างขาทำให้ไม่พันกัน และเปิดท่อนกลางลำตัวของทารกได้
  • นำผ้าทั้งหมดที่ใช้เปลี่ยนสำหรับทารกติดตัวไปด้วย เมื่อคุณออกไปข้างนอก

คำแนะนำในการอาบน้ำ

  • ให้แน่ใจว่าคุณมีอุปกรณ์ที่จำเป็นครบ และหยิบฉวยได้ง่ายก่อนจะเริ่มมีการอาบน้ำ
  • ใช้แผ่นกันลื่นรองไว้ใต้อ่างอาบน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ทารกลื่นล้ม
  • ผสมน้ำให้อุ่นพอดีสำหรับทารกตัวน้อย อย่าร้อนหรือเย็นเกินไป
  • เตรียมผ้าเช็ดตัว และผ้าสำหรับเปลี่ยนไว้ให้ใกล้มือ
  • ถ้าทารกไม่ชอบความรู้สึกที่ถูกเทน้ำรดศีรษะ ให้ควักน้ำใส่ศีรษะลูกด้วยมือของคุณเอง

7 วิธี ปลอบเจ้าตัวน้อยยามงอแง

crying

อุ้ม
จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า การอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมาบ่อย ๆ ทำให้เจ้าตัวน้อยเป็นเด็กที่ไม่ค่อยโยเยค่ะ

หม่ำ
ความหิวเป็นเหตุผลที่ทำให้เจ้าตัวน้อยโยเย อ้อมแขนที่ทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกสบายและอกของ คุณแม่ที่อบอุ่น จะช่วยให้เจ้าตัวน้อยหยุดอาการร้องโยเยได้อย่างประหลาด

ช่วยให้เรอ
หลังจากที่เจ้าตัวน้อยหม่ำอาหาร เขายังไม่สามารถกำจัดลมในกระเพาะอาหารได้เองตามธรรมชาติ ดังนั้น เจ้าตัวน้อยจึงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือโดยการลูบหลังขึ้นเบา ๆ หลังจากการให้นมแม่ หรือนมขวด

นอกจากนี้การเคลื่อนไหวขาของเจ้าตัวน้อยไปมากลางอากาศ จะช่วยไล่ลมในกระเพาะได้

ห่อหุ้ม
การห่อผ้าคลุมตัวไว้ในเดือนแรกหลังจากเจ้าตัวน้อยเกิด จะช่วยให้เขารู้สึกมั่นคงปลอดภัย การเรียนรู้วิธีการ ห่อตัวของเจ้าตัวน้อยแบบง่าย ๆ จะช่วยให้การปลอบประโลมใจเจ้าตัวน้อยสำเร็จได้

เปลี่ยนผ้าอ้อม
ผ้าอ้อมที่เปียกหรือสกปรก ทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวให้สังเกตว่าอาจถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่

ถอดเสื้อผ้า
การใส่เสื้อผ้าชุดเดียวไปทั้งวัน อาจสร้างความไม่สบายตัวให้กับเจ้าตัวน้อย ส่วนเสื้อผ้าใหม่แกะกล่องที่ยังไม่ได้ซัก อาจมีสารบางอย่างมากัดกร่อนผิว ดังนั้นโปรดนำเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งซื้อ ไปซักก่อนที่จะนำมาให้เจ้าตัวน้อยใส่จะดีกว่าค่ะ

วัดไข้
เจ้าตัวน้อยอาจร้องโยเยเพราะป่วย ปรอทวัดไข้มีหลายชนิด เช่น ปรอทวัดไข้ที่ศีรษะ ปรอทชนิดวัดที่รักแร้ ปรอทวัดไข้ที่หู ฯลฯ เมื่อทำการตรวจวัดได้แล้ว ควรหักลบหรือเพิ่มซัก 1 องศา หากลูกมีไข้คุณก็ควรจะปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการเช็ดตัวด้ยน้ำธรรมดาทันที แต่ถ้ามีไข้สูง ควรพาไปพบแพทย์ค่ะ

5 วิธี ช่วยทุเลาอาการไข้

babyold

“คุณขา วันนี้ลูกป่วยอีกแล้วค่ะ”

“แย่จังเลยนะ พออากาศเปลี่ยนทีไร น้องจิ๊บ จะไอค๊อก ๆ แค๊ก ๆ หน้าตาปากคอแดง ซึ่งเป็นลักษณะของอาการไข้”

คงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนที่อยากเห็นลูกร้องโยเย หรือหงุดหงิด เพราะอาการไข้ แต่ในบางครั้งก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำก็คือ การหาทางป้องกันและหากป้องกันไม่ได้ก็จะต้องหาวิธีที่ดีที่สุด ในการรักษาเพื่อไม่ให้อาการลุกลามใหญ่โต

อาการที่บ่งบอกว่าลูกน้อยเป็นไข้ 

ร้องไห้โยเย หงุดหงิด หน้าตาแดงก่ำ ตาฉ่ำ เซื่องซึม พร้อมกับมีอาการตัวร้อน

3 สาเหตุของการเป็นไข้
สาเหตุที่หนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อหวัด ไข้เลือดออก ฯลฯ
สาเหตุที่สอง เกิดจากการที่ร่างกายทำปฏิกิริยากับสิ่งแปลกปลอม เช่น หลังจากการฉีดวัคซีน
สาเหตุที่สาม จากการที่ร่างกายขาดน้ำ หรือจากการที่อุณหภูมิภายนอกสูงมาก โดยเฉพาะเด็ก เล็ก ๆ

ถ้าลูกมีอาการไม่สบายพร้อม ๆ กับมีอาการไข้ เราจะมีวิธีการลดไข้ให้กันลูกน้อยอย่างไร

5 วิธีลดอาการไข้ 
1. ให้ยาลดไข้ 
ยาลดไข้ที่ดีที่สุดคือ พาราเซตามอล เพราะมีผลข้างเคียงน้อยและไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร แต่ก่อนที่จะให้ยากับลูก ควรอ่านฉลากยาว่าเหมาะสมกับอายุลูกหรือไม่ และควรให้ในปริมาณเท่าไร

2. เช็ดตัวให้หนูเถอะแม่ 
ควรเช็ดตัวด้วยน้ำที่อุณหภูมิปกติหรือใช้น้ำอุ่น ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดเพราะจะทำให้หลอดเลือดตีบตันและระบายความร้อนออกได้ยาก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการหนาวสั่นและเจ็บปวดตามกล้ามเนื้อจากอาการหนาวสั่น (ปัจจุบันมีพลาสเตอร์เจลลดไข้ ซึ่งเป็นวิทยาการลดไข้แบบใหม่ที่ช่วยลดแรงคุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยกับการเช็ดตัวลูก สะดวกต่อการใช้และพกพา)

3. ดื่มน้ำเยอะ ๆ 
ควรเป็นน้ำอุ่น ๆ หรือเป็นน้ำผลไม้ อาจจะให้ลูกดื่มครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ เพื่อชดเชยน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปอันเนื่องมาจากพิษไข้

4. ใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง เบา สบายตัว 
เป็นประเภทผ้าฝ้าย ไม่ควรใส่เสื้อหาวหรือห่มผ้าหนา ๆ ให้ลูก

5. อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก 

หมายเหตุ 

  • ควรมีปรอทวัดไข้ติดบ้านไว้เสมอ
  • หากลูกอายุไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 เดือน มีไข้สูง 38.5 C. ควรพาไปพบแพทย์
  • ลูกอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 ขวบ มีไข้สูง 39.5 C. ควรพาไปพบแพทย์

 

หลังจากไปพบแพทย์ภายใน 72 ชม. อาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์อีกครั้ง

Back to Top Copyright © 2011 - Boulevard. All rights reserved. | Sitemap