เมื่อเป็นหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์

4
ช่วงเวลาแห่งการตั้งครรภ์หากจะบอกว่าเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดก็ได้ (หากการตั้งครรภ์นั้นดำเนินไปด้วยความราบรื่น) แต่สำหรับบางท่านแล้วอาจจะเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายเพราะจะ ต้องต่อสู้กับอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ซ้ำร้ายกว่านั้นหากเกิดภาวะแทรก ซ้อนที่อาจเป็นอันตราย กับทารกในครรภ์ด้วยแล้วล่ะก็ แทนที่จะเป็นความสุข อาจจะกลับกลายเป็นความทุกข์ร้ายก็ได้

มีโรคหลาย ๆ โรคถ้าหากเกิดขึ้นกับคนธรรมดาแล้วโทษหรือความรุนแรง จะไม่เทียบเท่ากับเกิดในหญิงตั้งครรภ์ซึ่งมีทารกน้อยล่องลอยอยู่ในครรภ์ เพราะแน่นอนว่าเชื้อจากแม่ย่อมส่งผ่านไปสู่ลูกได้อย่างแน่นอน และ หากเกิดกับเด็กทารกที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยัง อยู่ในช่วงที่กำลังสร้างอวัยวะต่าง ๆ เริ่มมีแขน ขา หน้าตา และมีอวัยวะอื่น ๆ

จะเกิดอะไรขึ้นหากทารกน้อยต้องได้รับเชื้อที่รุนแรง?
แน่นอนสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นนั้นจะต้องหยุดชะงักลงฉับพลัน และจะส่งผลเมื่อทารกคลอดออกมาแล้วจะมีความ พิการไม่ว่าจะเป็นด้านใดด้านหนึ่งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

หัดเยอรมันก็เป็นอีกโรคหนึ่ง ซึ่งหากคุณแม่ที่เป็นขณะกำลังตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือน ความรุนแรงของโรคนี้จะทำให้เด็กเกิดความพิการ ซึ่งถ้าแพทย์ตรวจพบมักจะแนะนำให้เอาเด็กออก นายแพทย์วิโรจน์ ศิริพัฒนานนท์ แพทย์ประจำแผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า โรคหัดเยอรมันเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ลักษณะหรืออาการที่พบคือ คนไข้จะมีอาการตัวร้อน อาเจียน และออกผื่นเป็นเม็ดเล็ก ๆ ซึ่งอาจจะไม่มีอาการคัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการไข้ร่วมด้วย

หัดเยอรมันสามารถติดต่อทางลมหายใจ การไอหรือจาม 
ผลกระทบต่อกระทลในครรภ์เมื่อแม่เป็นหัดเยอรมันนั้น ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ของคุณแม่ ซึ่งความรุนแรงของโรคนั้นหากเกิดในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีผลทำให้เด็กเกิดความพิการ เช่น ตาบอด หูหนวก หัวใจพิการ ฯลฯ เนื่องจากเมื่อแม่เป็นเชื้อหัดเยอรมัน จะเช้าไปติดเชื้อในตัวเด็ก เข้าไปรบกวนการเจริญเติบโตของอวัยวะที่กำลังสร้างอยู่ และอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ ซึ่งโดยทั่วไปถ้าเกิดใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ แพทย์มักจะไม่แนะนำให้เก็บเด็กไว้ เพราะโอกาสที่จะเกิดความพิการกับเด็กมีสูงหากติดเชื้อหลังจาก 3 เดือนไปแล้ว ความพิการอาจจะมีแต่อาจจะไม่รุนแรงเท่าการตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก สำหรับครรภ์แก่ ๆ เช่นเลย 7 เดือนขึ้นไปแล้ว อาจจะเกิดผลน้อยกว่า แต่ไม่ได้การันตีว่าไม่เป็นอะไร

ในประเทศไทยสถิติที่พบไม่ถึง 5% และการตัดสินใจว่า จะเอาเด็กไว้หรือไม่นั้น ต้องพิสูจน์ว่าเป็นหัดเยอรมันจริงหรือไม่ แล้วจึงดูว่าอายุครรภ์เท่าไร

สำหรับวิธีป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการเป็นหัดเยอรมันนั้น ควรจะวางแผนก่อนตั้งครรภ์โดยการเจาะเลือดตรวจดูว่า ตัวเองมีภูมิต้านทานหรือไม่ ซึ่งในผู้หญิงทั่วไป 50% จะมีภูมิต้านทานเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องฉีดวัคซึน และเมื่อตรวจแล้วไม่มีภูมิต้านทาง แพทย์ก็จะแนะนำให้ฉีดวัคซีนก่อนที่จะปล่อยให้ตั้งครรภ์ และหลังจากที่ฉีดวัคซีนแล้วไม่แนะนำให้ตั้งครรภ์ภายใน 3 เดือน หากมีการตั้งครรภ์ในระยะ 3 เดือนที่ฉีดวัคซีนจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะว่าตัววัคซีน เองเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มันไม่ตาย 100% เพียงแต่อ่อนสภาพลง ซึ่งเกรงว่าเชื้อวัคซีนเองอาจก่อผลไม่ดีกับเด็ก จึงแนะนำว่าไม่ควรตั้งครรภ์ในระหว่าง 3 เดือนนี้

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณผู้อ่านคงจะรู้ภัยร้ายจากเจ้าหัดเยอรมันเป็นอย่างดี ทางที่ดีการระวังรักษาไม่ให้เป็นหัดเยอรมัน โดยวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์นับเป็นการดี แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็วางแผนไว้ล่วงหน้ากันตั้งแต่ก่อนที่จะแต่งงานกันเลยก็ว่าได้ พอแต่งงานปุ๊บก็มีลูกได้โดยไม่ต้องกลัวโรคชนิดใด

อาการบ่งบอก

• อาจมีเพียงปวดหัว ตัวร้อนธรรมดา ปวดตามข้อ อ่อนเพลีย หรือไม่มีอาการเลย

•  หรือมีอาการตัวร้อน อาเจียนและออกผื่นเป็นเม็ดเล็ก ๆ ส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ร่วมด้วย

 

7 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนชงนมให้ลูก

my baby won't drink milk

นมแม่เป็นอาหารทารกที่ดีที่สุดที่คุณแม่รู้ดี แต่ก็มีคุณแม่จำนวนมากที่ไม่ สามารถ ให้นมแม่ได้เพียงแค่ไม่กี่เดือน จากนั้นก็หันไปพึ่งนมผสม ซึ่งส่วนใหญ่ของนมผสม ดัดแปลงมาจากนมวัวที่ทำให้มีสัดส่วนของโปรตีน ไขมัน และน้ำตาลเหมาะสำหรับ เด็กเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “นมผงดัดแปลงสำหรับทารก”

และหลังจากทารกอายุ 6 เดือน ขึ้นไปก็อาจจะเปลี่ยนเป็นนมที่มีโปรตีนสูงขึ้น เพื่อเด็กจะได้โปรตีนเพิ่มขึ้นให้เพียงพอ กับความต้องการของ ร่างกาย ที่จะนำ ไปสร้างกล้ามเนื้อต่าง ๆ เพราะเด็กวัย นี้ร่างกายจะเจริญเติบโตเร็วมาก

ก่อนอื่นเมื่อคุณตัดสินใจในนมผสมเลี้ยงลูก สิ่งแรกที่คุณต้องคำนึงเวลาไปซื้อ ผสมก็คือ การตรวจดูนมที่ได้ มาตรฐาน เลือกชนิดของนมให้ลูกอย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับลูก จากนั้นต้องดูวันที่ผลิต และวันหมดอายุ ทุกครั้ง

ที่สำคัญคุณต้องระวังอย่าซื้อมาสต็อคมากเกินไปเพียงดพราะว่าราคาถูกอย่างเดียว บางครั้งซื้อมา มากเกินไป ไม่ได้ดูวันหมดอายุ ลูกอาจกินไม่ทัน แล้วอาจจะเสียของ ก็ได้ และก่อนซื้อทุกครั้งคุณควรตรวจดู สภาพอย่าให้กระป๋องนมบุบเด็ดขาด

สิ่งที่คุณแม่ควรรู้ก่อนชงนมผสมให้ลูก

1.กรณีแรกสำหรับคุณแม่ที่ให้นมแม่ร่วมกับนมผสมเพื่อให้ทารก ได้คุณค่ามากที่สุด และเป็นการประหยัด ด้วย คุณควรให้นมผสม เฉพาะเวลาจำเป็นเท่านั้น เช่น คุณแม่มีธุระต้องออกไปข้างนอก เมื่อกลับเข้า บ้านแล้วควรให้นมแม่ตามปกติ

2.ชงนมให้ถูกส่วน โดยดูคำแนะนำข้างกระป๋องของนมแต่ละยี่ห้อ เพราะแต่ละยี่ห้อจะใช้ส่วนผสมไม่เหมือนกัน

3.ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทารก อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ สำหรับชง นมต้องล้างให้สะอาดทุกครั้ง และต้องนึ่งหรือต้มทุกครั้ง

4.ชงนมให้พอดีกับความต้องการของทารกเท่านั้น ไม่ควรชงนมทิ้ง ไว้นาน ๆ

5.นมที่เหลือจากการให้ทารกดูดในแต่ละมื้อหากเหลือ ให้ทิ้งไม่ควร นำมา ให้ลูกทานในมื้อต่อไป

6.ระหว่างการดูดนมทุกครั้ง หากทารกดูด ๆ หยุด ๆ เมื่อคุณต้อง วางขวดลง คุณต้องปิดฝาครอบทันทีไม่ควรปล่อยไว้

7.ควรใช้ขวดนมทันทีเมื่อใช้เสร็จ เพราะถ้าทิ้งไว้จะเป็นคราบ ทำให้ล้าง ยาก เกิดเชื้อโรคได้ง่าย เมื่อล้าง และต้มหรือนึ่งแล้ว ควรต้มใส่ตะกร้า ที่แห้งและสะอาด

Back to Top Copyright © 2011 - Boulevard. All rights reserved. | Sitemap